ขนบธรรมเนียมประเพณี  พิธีกรรม  อิทธิพลทางความคิด (ค่านิยม)
 

ศาสนา ประเพณี วัฒนธรรม

การนับถือศาสนา
การนับถือศาสนาของสมาชิกในชุมชนส่วนใหญ่จะนับถือศาสนาอิสลามประมาณร้อยละ 99.98 ของประชากรทั้งหมด และประชากรร้อยละ 0.02 ของประชากรทั้งหมดจะนับถือศาสนาพุทธ         

ประเพณีและงานประจำปี


1. การแต่งกายตามหลักของศาสนาอิสลามแล้ว การแต่งกายนั้นเพื่อปกปิดอวัยวะบางส่วนของร่างกาย ซึ่งได้ระบุการแต่งกาย ดังนี้
ผู้ชาย  การแต่งกาย บริเวณสะดือจนถึงหัวเข่า ซึ่งอวัยวะที่อยู่ระหว่างสะดือจนถึงหัวเข่านั้น ห้ามมองเห็น ผู้ชายส่วนใหญ่จะนุ่งผ้าโสร่งหรือกางเกงขายาว ส่วนเสื้อจะใช้แขนยาวและใส่หมวกตาปีเยาะ
ผู้หญิง  ตามหลักการของศาสนาอิสลามได้ระบุว่า ไม่อนุญาตแก่สตรี ใดที่จะเปิดเผยเรือนร่างของทางทุกส่วนของร่างกาย ยกเว้นใบหน้าและมือทั้งสองข้าง จนถึงข้อมือ ดังนั้น การแต่งกายต้องปกปิดอวัยวะทุกส่วนของร่างกาย มิใช่แต่งตัวเพื่ออวดเรือนร่างให้คนอื่นเห็นหรือดึงดูดความสนใจแก่คนอื่นหรือให้คนอื่น นึกมโนภาพออกได้  ฉะนั้นเสื้อผ้าที่สวมใส่ต้องไม่บางและรัดรูปจนเกินไป โดยทั่วไปผู้หญิงจะนุ่งผ้าถุง เสื้อแขนยาวและมีผ้าคลุมหัว

2. การถือศีลอด ทุก ๆ ปี เมื่อถึงเดือนรอมฎอน คือ เดือนที่ 9 แห่งปีฮัจเราะห์ศักราช ชาวมุสลิมทุกคนต้องถือศีลอดนับเป็นเวลา 1 เดือน ซึ่งการถือศีลอดนั้น จะไม่อนุญาตให้ อาหาร น้ำ และน้ำลายล่วงเข้าไปในลำคอ   นับตั้งแต่ตะวันสางไปจนถึงตะวันลับฟ้า และจะเริ่มกินอาหารได้ตามปกติตั้งแต่เวลาช่วง 6 โมงเย็น จนถึงค่อนสว่าง  ทั้งนี้มิได้หมายความว่า ตลอดเวลากลางคืนจะรับประทานอาหารโดยมิได้หยุดแต่จะรับประทานอาหารเพื่อประทังความหิวเท่านั้น เพราะทางศาสนาอิสลามได้ระบุว่าแท้จริง การถือศีลอดได้ถูกบัญญัติแก่หมู่สู่เจ้าเพื่อให้สู่เจ้าเกิดความเกรงกลัว เหตุผลที่ศาสนาให้ถือศีลอดก็เพื่อให้ชาวมุสลิมได้รู้สึกนึกถึงความอดอยาก และความจนในยามที่คนเราต้องอดอาหารนั้นจะมีความทุกทรมานเพียงใด ทั้งนี้เพื่อคนร่ำรวยได้เกิดจิตสำนึกที่จะแผ่ความเมตตาไปยังคนจน โดยการบริจาคทาน (ซากัต) เพื่อทำการถือศีลอดครบ 1 เดือน แล้วก็จะมีการออกบวชหรือที่เรียกกันทั่วไปว่า วันฮารีรายอ  หรือวันตรุษอีดิลฟิตรี

3. วันรายอปอซอ หรือตรุษอีดิลฟิตรี เมื่อชาวมุสลิมถือศีลอดครบ 1 เดือน ก็จะมีการเฉลิมฉลองและรื่นเริงเป็นเวลา 3 วัน เพื่อฉลองถึงความสำเร็จที่ได้ทำการถือศีลอดครบ 1 เดือน และเพื่อฉลองการกลับเข้าสู่การดำเนินชีวิตตามปกติ ซึ่งก่อนที่จะมีการเฉลิมฉลองชาวมุสลิมทุกคนต้องบริจาคทาน (ซากัต) ให้แก่ ผู้ที่มีสิทธิจะได้รับบริจาคทาน 8 ประเภท เช่น คนยากจน คนอนาถา คนที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว ฯลฯ และบริจาคเพื่อสาธารณะประโยชน์อื่น ๆ  ซึ่งข้อควรปฏิบัติสำหรับวันรายอ มีดังนี้

  • อาบน้ำชำระร่างกายทุกส่วนให้สะอาด
  • ไปละมาดพบปะช่วงเช้า ณ มัสยิด
  • ไปพบปะบิดามารดาและญาติพี่น้อง เพื่อให้พรและขออโหสิกรรมต่างๆ ต่อกันและกัน
  • ไปเยี่ยมสุสาน (กูโบร์) เพื่อสวดขอพร ให้พระผู้เป็นเจ้าได้แผ่เมตตาแก่ดวงวิญญาณ ของผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ฯลฯ
 
4. วันรายอฮัจยี หลังจากวันรายอฮีศีลฟิตรีแล้ว 2 เดือน 10 วันก็จะมีการเฉลิมฉลองกันอีกครั้งหนึ่งนั้น คือ วันรายอฮัจยี ซึ่งวันรายอฮัจยีนี้มักจะมีการปฏิบัติคล้ายกับวันรายอปอซอแต่พิเศษกว่า คือ วันรายอฮัจยีนี้จะมีการกรุป่าน (เชือดสัตว์) เช่น โค กระบือ แพะ แกะ เพื่อแจกจ่ายคนยากคนจนหรือจัดงานเลี้ยงตามบ้าน โดยญาติพี่น้องมิตรสหายมาร่วมพบปะและร่วมรับประทานอาหารร่วมกัน

5. มาแกปูโล๊ะ  เป็นภาษาท้องถิ่น แปลว่า กินเหนียว ซึ่งประเพณีการกินเหนียวนี้ จะใช้กันหลายโอกาส เช่น การแต่งงาน การเข้าสุนัต ฯลฯ การกินเหนียวนี้มิใช่ว่าจะกินแต่ข้าวเหนียวอย่างเดียว แต่จะกินข้าวธรรมดาทั่วไป ซึ่งการจัดงานนี้มีการเชิญ ญาติพี่น้อง มิตรสหาย มาร่วมรับประทานอาหารร่วมกัน

6. การเข้าสุนัต หรือมาโซ๊ะยาวี จะทำเฉพาะเด็กผู้ชายเท่านั้น เมื่อมีอายุ 2 – 15 ปี ซึ่งจะมีการขริบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชาย จะมีการจัดงานคล้ายกับประเพณีกินเหนียวหรือมาแกปูโล๊ะ การเข้าสุนัตหรือมาโซ๊ะยาวีนี้ก็เป็นหลักการของศาสนาที่เกี่ยวกับการรักษาความสะอาด

7. การเคารพ ชาวมุสลิมเมื่อพบปะกันก็จะกล่าวคำว่า อิสลามอาลัยกุม (ขอความสันติสุขจงมีแต่ท่าน) และผู้ตอบจะกล่าวว่า ดาอาลัยกุมมุสลาม
(ความสันติสุขนั้นจงมีแด่ท่านเช่นกัน) บางครั้งมีการสัมผัสมือและยกมาลูบใบหน้าหรือแตะหน้าอก  สำหรับผู้ชายกับผู้ชายไม่ต้องมีผ้ารองมือแต่สำหรับผู้ชายกับผู้หญิงแล้วต้องมีผ้ารองมือก่อนสัมผัสกัน ถ้าหากใช้กับบุคคลทั่วไปแล้วก็จะทำการจับมือหรือไหว้

8. การปลงศพ เมื่อมีการตายเกิดขึ้น ประเพณีของชาวมุสลิมจะต้องทำไปฝัง และก่อนที่จะนำไปฝังต้องมีการอาบน้ำศพก่อน การอาบน้ำศพนี้ถ้าเป็นผู้ชายก็ให้ผู้ชายเป็นผู้ชายอาบน้ำศพให้ ถ้าเป็นศพผู้หญิงก็ให้ผู้หญิงเป็นผู้อาบน้ำศพให้และศพนั้นจะเก็บไว้ไม่เกิน 24 ชั่วโมง (ให้ฝังโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้) นอกจากมีเหตุการณ์ จำเป็นจริงๆ ก็อาจเก็บไว้นานเกินกว่า 24 ชั่วโมงได้ การฝังศพต้องฝังในลักษณะนอนตะแคงหันหน้าไปด้านเมกกะ  ประเทศซาอุดิอาราเบีย